http://www.varunee-raikhing.com  
 หน้าแรก  บทเรียนออนไลน์  สมาชิก  เกี่ยวกับเรา  สมุดเยี่ยมชมเว็บ  ติดต่อเรา
ค้นหา   ประเภทการค้นหา 

วันนี้ : 22 ม.ค. 2561
SuMoTuWeThFriSat
01 02 03 04 05 06
07 08 09 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31

เมนูสมาชิก
 Username
 Password

   Lost Password
   Register
Menu
หน้าแรก
ข่าวสารจากโรงเรียน
บทความ
ปฏิทินกิจกรรมรายเดือน
ปฏิทินกิจกรรมรายปี
ภาพกิจกรรม
ผลงานนักเรียน
ดาวน์โหลด
Web Links
ถาม/ตอบ
แผนที่โรงเรียนวัดไร่ขิง
Link Banner
เว็บแนะนำ
กบนอกกะลา
สวนจิตรลดา
ครูบ้านนอก
ครูไทย
หลักสูตรแกนกลาง
คปภ.นครปฐม
Guru Online
สพท.นครปฐม เขต 2
สพท.นครปฐมเขต 1
สหวิชา ดอทคอม
งานประเมิน อ.วารุณี c9
Varunee Blog
บทเรียน E - Learning
รวมเว็บวิทยาศาสตร์
แบบฝึกวิทย์ ประถมต้น
สวทช.
กระทรวงวิทยาศาสตร์
วิชาการดอทคอม


[ รวบรวมเว็บแนะนำ ]
ผลงานนักเรียน
แฟ้มงาน
แฟ้มงาน
แฟ้มพัฒนางาน
แฟ้มพัฒนางาน
โบราณสถาน
โบราณสถาน
เรื่องนิทานพื้นบ้าน
เรื่องนิทานพื้นบ้าน
วาวะโลกร้อน
วาวะโลกร้อน


[ รวบรวมผลงานนักเรียน ]
ประวัติ จังหวัดต่างๆ
 เลือกกลุ่มข้อมูลที่ต้องการ


  จังหวัดปทุมธานี

    

จากหนังสือ "ประวัติวัด จ.ปทุมธานี" นั้น ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นายกำเกิง  สุรการ  ได้ลงบทนำที่เกี่ยวข้องกับประวัติของจังหวัดปทุมธานีไว้ดังนี้

ภูมิศาสตร์


ปทุมธานี  เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา อยู่ระหว่างจังหวัดนนทบุรีกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเนื้อที่ประมาณ 1,500 ตารางกิโลเมตร มีพลเมืองประมาณ 250,000 คน (ปัจจุบันน่าจะมีมากกว่านี้)


แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ


อยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี อำเภอสามโคก อำเภอลาดหลุมแก้ว


อยู่ฝั่งซ้ายของจังหวัดปทุมธานีได้แก่ อำเภอธัญบุรี อำเภอคลองหลวง อำเภอลำลูกกา และอำเภอหนองเสือ  อำเภอที่อยู่ฝั่งซ้าย 4 อำเภอนี้ เมื่อ พ.ศ. 2445 เคยรวมกันเป็นเมืองธัญญบุรี จนถึง พ.ศ. 2475 จึงยุบรวมขึ้นจังหวัดปทุมธานี


เมื่อประมาณ 80 ปีมาแล้ว (หนังสือเล่มนี้พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2515) ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นป่าดงพงพีไม่มีผู้คนอาศัยอยู่จน พ.ศ. 2433 บริษัทขุดคลองและคูนาสยามได้สัมปทาน ขุดคลองส่งน้ำและถางป่า จึงมีผู้คนเข้าไปอาศัยอยู่คลองสำคัญ คือ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ตั้งต้นจากริมน้ำเจ้าพระยาตรงไปถึงเขตจังหวัดนครนายกทั้ง 2 ฝั่งคลอง คลองนี้มีคลองซอยทุก 60 เส้น เรียกชื่อ คลอง1 ถึง คลอง17


พื้นที่ของจังหวัดนี้ทั้ง 2 ฝั่ง จึงเป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนา โดยเหตุที่พื้นที่ฝั่งซ้ายได้รับน้ำจากภูเขาบันทัดเป็นปริมาณน้อย (เพราะน้ำส่วนใหญ่ไหลไปตามลำน้ำบางปะกง) และที่ดินถูกใช้ในการเพาะปลูกเป็นเวลาเกือบ 80 ปี ดินจึงขาดปุ๋ยทำให้ดินเปรี้ยว ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะต้องใส่ปุ๋ย ส่วนพื้นที่ฝั่งขวาได้รับน้ำจากลำน้ำเจ้าพระยา ที่ดินฝั่งนี้จึงยังอุดมสมบูรณ์อยู่ แต่ก็ขาดน้ำเพราะลำคลองตื้นเขิน เนื่องด้วยไม่เคยทำการขุดลอกมาเกือบ 70 ปี เช่นกัน

ประวัติศาสตร์


ตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขา มีปรากฏว่าเมื่อ พ.ศ.2086 หลังจากเสร็จศึกหงษาวดีครั้งแรกแล้ว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โปรดให้จัดตั้งหัวเมืองชั้นในขึ้น 3 เมือง คือ เมืองนครชัยศรี เมืองสมุทรสาคร และเมืองนนทบุรี (เขตปกครองเมืองนนทบุรีครั้งนั้นน่าจะคลุมพื้นที่จังหวัดปทุมธานีไว้ด้วย) ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการเกณฑ์ทหารเพื่อรับศึกพม่า เพราะเวลาเกิดศึกผู้คนในเขตแดน 3 เมืองนี้ ได้อพยพทิ้งเจ้าขุนมูลนายไปอยู่ในป่า เมื่อตั้งเป็นเมืองขึ้นราษฎรได้กลับเข้ามาตั้งภูมิลำเนาทำมาหากินในเมือง ทำให้เจ้าขุนมูลนายสะดวกในการเกณฑ์ผู้คน


พ.ศ. 2203 ในรัชการสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทางด้านเมืองเมาะตะมะ มังนันทมิตร ผู้รักษาเมืองได้จับกุมเอามอญ ซึ่งมีความผิดฐานหนีทัพจำนวนหนึ่งขังไว้ และจะเผาเสีย ได้มีมอญสมิงนายกอง 11 คน คุมมอญประมาณ 5,000 ยกเข้าตีเมืองเมาะตะมะ และจับตัวมังนันทมิตร ได้จึงกวาดต้อนครอบครัวรามัญ ประมาณ 10,000 เศษ อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารยังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวมอญใหม่ตั้งอยู่ที่ตำบลสามโคก เนื่องจากมีผู้คนมากจึงยกเป็น เมืองสามโคก


พ.ศ.2317 ในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พวกมอญเมาะตะมะได้ลุกขึ้นขัดแข็งต่อต้านพม่าอีก อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาปราบ พวกมอญสู้ไม่ได้ก็ล่าถอยกวาดต้อนผู้คนเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอีกเป็นอันมาก พวกมอญที่อพยพคราวนี้มีชั้นหัวหน้า คือ พญาเจ่ง ตละเสี้ยง ตละเกล็บ พระยากลางเมือง พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงออกไปรับ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งอยู่ ณ เมืองนนทบุรีบ้าง เมืองสามโคกบ้าง ปรากฏว่ามีมอญซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ประมาณ 3,000 คน จึงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงบำเรอศักดิ์ เชื้อรามัญซึ่งอพยพมาครั้งก่อนเป็นที่พระยารามัญวงศ์ (จักรีมอญ) เป็นนายกองใหญ่คุมมอญทั้งสิ้น


พ.ศ. 2358 ในรัชการสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีชาวเมืองเมาะตะมะอพยพมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะทนการกดขี่ข่มเหงของพม่าไม่ได้ สมิงสอดเบาและสมัครพรรคพวกได้พร้อมใจกันจับพม่าผู้รักษาเมืองฆ่าเสีย แล้วอพยพชาวรามัญ ประมาณ 40,000 คน เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้โปรดเกล้าให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสามโคก เมืองนนทบุรี และเมืองนครเขื่อนขันธ์ สมิงสอดเบาผู้เป็นหัวหน้าทรงตั้งให้เป็นพระยารัตนจักร สมิงชั้นหัวหน้าทุกคนที่มาก็ทรงตั้งให้เป็นพระยาทุกคน เมื่อดูปริมาณชาวมอญเมืองเมาะตะมะที่อพยพมาคราวหลังนี้ก็แทบว่าจะหมดชาวมอญในเมืองเมาะตะมะ ถึงมีเหลืออยู่ก็คงจะกลายเป็นพม่าไปเกือบสิ้น บรรดามอญซึ่งมีอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ประมาณ 65% ของชาวเมืองก็ประพฤติตัวเป็นคนไทยสิ้นแล้ว และทำมาหากินกันแบบคนไทยโดยปกติสุขทั่วกัน ทั้งนี้รวมทั้งมอญที่ปากเกร็ดและปากลัดด้วย ดูประหนึ่งว่าคนไทยเผ่าหนึ่งเช่นเดียวกับไทยอิสลาม ไทยเหนือ และไทยอิสาน ซึ่งต่างก็ถือตัวว่าเป็นคนไทยทั้งสิ้น


จังหวัดปทุมธานีคงดำรงชื่อเป็น "เมืองสามโคก" ตลอดมา จนถึงปลายแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์พร้อมด้วยกรมพระราชวังบวรเสนานุรักษ์ เสด็จมาประทับที่เมืองสามโคกทรงรับดอกบัวจากราษฎรเป็นเครื่องสักการะเนืองๆ เป็นมูลเหตุให้ทรงเปลี่ยนนามเมืองสามโคกเป็น เมืองปทุมธานี ตามสัญญลักษณ์เมืองที่มีดอกบัวมาก และยกพลับพลาที่ประทับริมน้ำเจ้าพระยาฝั่งซ้ายเบื้อหน้าสามโคกให้เป็นวัด ขนานนามว่า "วัดประทุม"


แต่เดิมมาตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณจวนเจ้าเมือง (เช่นเดียวกับปัจจุบันตำบลก็ตั้งอยู่ที่บ้านกำนัน) ต่อมาได้ย้ายเมืองมาอยู่ที่บ้านฉาง อำเภอเมืองปทุมธานี แล้วย้ายไปตั้งที่เหนือปากคลองบางโพธิ์ พ.ศ. 2439 ย้ายไปตั้งที่บ้านโคกชะพลูใต้ ปากคลองบางทราย จน พ.ศ. 2462 จึงย้ายมาตั้งที่ปัจจุบัน คือที่ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามเมืองนี้ว่า "เมืองปทุมธานี " ....

[ หน้าหลัก ] [ ประวัติ จังหวัดต่างๆทั้งหมด ]
 
  Copyright © 2009 varunee-raikhing.com 
  จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซด์ 1629450 ท่าน.
website tracker